หนังสือของเรา
posted on 15 May 2008 17:14 by pratwo in MindFeelingเมื่อวานค้นโต๊ะทำงานเจอหนังสือนิยายที่เคยซื้อมานานแล้ว
ทำให้คิดถึงอารมณ์ละเมียดในการซื้อ
ส่วนใหญ่เวลาซื้อหนังสือจะไปซื้อที่ซีเอ็ด
เพราะยืนอ่านเรื่องได้เต็มที่หน่อย
แต่ไม่ได้หมายความว่า อ่านแล้วไม่ซื้อนะ...
การที่ได้อ่าน..ทำให้มีความต้องการที่จะซื้อมากขึ้น
หนังสือบางเล่ม.....ถูกห่อถูกห้มด้วยพลาสติกจนมิดชิด...
ไม่สามารถค้นหา หรือเปิดดูว่าเป็นหนังสือที่เราต้องการจริงหรือไม่
สำหรับเราหากจะซื้อหนังสือสักเล่ม.......ลืมไปได้เลยสำหรับหนังสือที่ปิดตัวตนของตัวเองเช่นนั้น
เราคิดว่า หนังสือ ที่กล้าให้อ่าน...อย่างน้อยต้องเป็นหนังสือที่มีดี
กล้าเปิดเผยยอมรับความดีและไม่ดี....ความน่าดึงดูดและไม่ดึงดูด...
อันเป็นตัวตนของหนังสือเล่มนั้น นั้น (อันนี้แนวคิดส่วนตัว)
การเลือกซื้อหนังสือของเรา
เริ่มจากการเดินดู....ค่อยๆไล้สายตา...มองไปตามชั้นหนังสือที่วาง
เรียงกันเป็นทิวแถวหน้าสลอน...อวดรูปโฉม.... หน้าปก
หน้าปกจะเป็นแรงดึงดูดอันดับต้น ๆ (ไม่ได้เน้นสีสรร...แต่เน้นความจำเพาะของหัวใจเราเอง)
หน้าปกนั้นต้องมีพลังเพียงพอ พอที่จะให้เราหยิบฉวยขึ้นมา
ก่อนจะกวาดสายตามองชื่อเรื่องเป็นสิ่งต่อไป
และจะตามด้วย การเปิดหนังสือ หน้ากลาง
หากสำนวน.. ข้อความ... ดึงดูดใจ
แล้วจะค่อย พลิกไปอ่านด้านหลัง เพื่ออ่านตอนท้ายของเรื่องเพื่อดูจุดจบ
(ว่าจะค้มค่าในการเสียเวลาอ่านไหม... อย่างน้องก็ต้องจบถูกใจ
แต่ไม่ได้หมายถึง ต้อง happy ending แต่แค่ให้เป็นไป ตามที่ควรจะเป็นตามอารมณ์เราก็เท่านั้น)
ก่อนจะแวะวนมาสืบค้นความเป็นมา ด้วยการพลิกหนังสือด้านหน้า
เพื่อดูการลำดับเรื่อง..................การเดินเรื่อง ความซับซ้อน....หากถูกใจ
จะยืนอ่านนิ่งๆ ละเลียดกับตัวหนังสือ...อยู่อย่างนั้น
แล้วจะค่อย ๆ ควักตังค์ออกจากกระเป๋าด้วยหัวใจที่อิ่มเอิบ...
(ดู ๆ เหมือนจะเห็นแก่ตัวสักหน่อย... แต่ก็อยากจะได้หนังสือที่
อยากได้ที่สุดมาครอบครอง.. จะได้มีความรู้สึกอยากอ่านซ้ำมาซ้ำไป)
ด้วยปัจจัยการดูหนังสืออย่างละเลียด เป็นเหตุผลให้ลืมไปเลยกับการไปแย่งซื้อหนังสือ
ที่จะอ่านเองในงานสัปดาห์หนังสือ….
สำหรับเราการซื้อหนังสือ คือ การได้ละเลียดอยู่กับตัวหนังสือ
สำนวนของการเขียน ที่จะสามารถทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับหนังสือ
หรือทำให้เรารู้สึกว่า....อืม...เนี่ยแหล่ะหนังสือของเรา
พูดถึงการซื้อหนังสือ และทำให้นึกถึงหนังสือนิยายเล่มแรก...
ที่อ่านแล้ว........ร้องไห้... ร้องแบบโอ้โห ไม่อายใครเชียว
ไม่ได้หมายถึงร้องไห้เสียงดัง แต่เราหมายถึงสถานที่
ยังจำได้ดี....บนรถสองแถว มุ่งตรงไปห้องพัก จากทุ่งมหาเมฆ
ไปสะพาน 3 ..แถมยังนั่งหน้ากับคนขับด้วย
อื้อหือ............ไม่ได้ร้องไห้เพราะอะไรนะ........
แต่ความรู้สึกในเวลานั้น....โอ้ความรักอะไรช่างงดงามปานนี้
“คำมั่นสัญญา ของทมยันตี” หนังสือเล่มที่ยืมมาอ่านแล้วไม่มีวันลืม
อ่านไปน้ำตาเอ่อไป... และเราอ่ะซึ้งง่ายซะที่ไหน
เป็นการพลาดอย่างยิ่งใหญ่
พลาดเหมือนตอนดูหนังการ์ตูนของญี่ปุ่น
ดูแล้วตาบวม...แปลกตรงที่ก่อนหน้านั้นเราดูหนังอะไร
ละครกี่เรื่อง ๆ ไม่เคยเสียน้ำตา...แต่มาตกม้าตาย
ตอนดูการ์ตูนชีวิตช่วงสงครามของเด็กสองพี่น้อง...
ตอนหลังเราไปเดินและเจอเรื่องนี้เป็นดีวีดี...เราซื้อมาเก็บไว้
เป็นหลักฐาน..ครั้งหนึ่ง.......ของการเสียน้ำตา. (ได้อีก)
แต่เดี่ยวนี้เราห่างเหินการซื้อไปนาน เพราะงานมันรัดตัว
ชีวิตในความเป็นจริง ..ยอมรับว่า
เป็นส่วนหนึ่งทำให้จิตนาการในวัยเยาว์หดหาย
ความเป็นจริง ชีวิตที่ต้องใช้ ทำให้ความละเอียดอ่อนหายไปอย่างไม่รู้ตัว
จินตนาการ..ความช่างฝัน....ค่อยๆ เลือนๆ ไป
และหากวันหนึ่ง...เมื่อเรามีเวลา ได้ย้อนค้นคิด
ถึงชีวิต...สิ่งที่เคยเป็นในวัยเยาว์ ....เราจะได้พบความจริงว่า....
ชีวิตที่ปราศจากความฝัน อารมณ์เพ้อเจ้อ และจิตนาการ
ช่างเป็นชีวิตที่เปลือยเปล่าไร้รสชาติเสียแน่แท้...